ผมอยู่ในวัยกลับตัว

เคยสงสัยไหมว่า เป้าหมายของชีวิตคืออะไร? หลายคนอาจบอกว่า “เพื่อมีชีวิตอยู่” และ “เพื่อเอาชีวิตรอด” แต่ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น แล้วอะไรล่ะที่ช่วยให้เรายังมีลมหายใจอยู่ได้ทุกวันนี้? อาหาร? น้ำ? อากาศ? หรือการรักษาโรค? ใช่ครับ ทั้งหมดล้วนจำเป็น แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ความจำเป็นเหล่านี้ก็คือ…เงิน!

เงินอาจไม่ได้เป็นทุกอย่าง แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มันคือ “ตัวกลาง” ที่ช่วยให้เราเข้าถึงสิ่งจำเป็นทั้งหลายของชีวิต ตั้งแต่ข้าวแกงจานละ 50 บาท ไปจนถึงค่ารักษาพยาบาลก้อนใหญ่ในยามป่วยไข้ หากไม่มีเงิน ชีวิตเราคงลำบากกว่าเดิมมาก แต่คำถามสำคัญที่น่าสนใจกว่านั้นคือ “เราต้องการเงินแค่ไหนจึงจะพอ?”

สำหรับบางคน “พอ” อาจหมายถึงการมีบ้านหลังใหญ่ รถคันงาม และวันหยุดในฝันที่ยุโรป แต่สำหรับบางคน “พอ” อาจแค่การมีอาหารครบสามมื้อในแต่ละวัน และที่นอนอุ่นๆ ในยามค่ำคืน มันไม่มีสูตรตายตัว เพราะ “พอ” ของแต่ละคนไม่เท่ากัน ความจำเป็น ความฝัน และสถานการณ์ในชีวิต ล้วนกำหนดคำตอบของคำถามนี้ในแบบเฉพาะตัว

อย่างตัวผมเองนะครับ ช่วงวัยนี้ ผมรู้สึกว่า “พอ” ของผมเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อก่อนผมเคยอยากได้อะไรมากมาย ทั้งบ้านหลังใหญ่ ทรัพย์สินหรูหรา หรือแม้กระทั่งตำแหน่งในอาชีพที่สูงกว่านี้ แต่ตอนนี้ ผมกลับอยากลดความอยากเหล่านั้นลง ผมอยากแค่มีเงินพอใช้ พอเก็บ และพอสำหรับชีวิตที่เรียบง่าย สบายใจ ไม่ต้องวิ่งไล่ตามความสำเร็จในแบบที่สังคมกำหนด

แล้วคุณเคยได้ยินคำว่า “Work-Life Balance” ไหมครับ? นี่เป็นคำที่คนยุคนี้ชอบพูดกัน และผมก็ขอยอมรับตรงๆ ว่ามันมีเสน่ห์จริงๆ ทุกวันนี้ผมพยายามทำงานในจังหวะที่พอดี ไม่หนักไปจนไม่มีเวลาใช้ชีวิต และไม่เบาไปจนไร้เป้าหมาย ผมออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพ ใช้เวลาพูดคุยกับตัวเอง และแบ่งเวลาสำหรับคนรอบข้าง ทุกสิ่งดูลงตัวแม้รายได้จะลดลงบ้าง แต่ผมกลับรู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก

ที่น่าสนใจคือ เมื่อไม่นานมานี้ ผมเริ่มคิดถึงการย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด ใช่ครับ คุณอ่านไม่ผิด ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ผมไม่เคยมีความคิดนี้เลย แต่พอได้มองชีวิตคนในเมืองในต่างจังหวัด อย่างที่ขอนแก่น ตอนที่ผมเดินผ่านร้านซ่อมแอร์รถยนต์ขนาดใหญ่ร้านหนึ่ง มันทำให้ผมฉุกคิดว่าถ้าเราทำงานในแบบที่เราชำนาญ เช่น กฎหมาย แบบเรียบง่ายในต่างจังหวัด จะเป็นยังไงนะ?

อาจจะเป็นสำนักงานกฎหมายเล็กๆ หรือบริษัทที่ปรึกษาเล็กๆ ที่ไม่ต้องแข่งขันกันเอาเป็นเอาตาย หรือแม้กระทั่งร้านกาแฟที่ผมจะนั่งพูดคุยกับคนในท้องถิ่นพร้อมกับให้คำปรึกษาด้านกฎหมายควบคู่ไปด้วย ชีวิตแบบนี้ฟังดูไม่ได้ร่ำรวยมากมาย แต่กลับเป็นชีวิตที่เราออกแบบเอง เป็นชีวิตที่เราควบคุมได้ทุกอย่าง

ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังสงสัยว่า “มันจะคุ้มไหม?” เพราะทุกอย่างล้วนมีราคาที่ต้องจ่าย การทิ้งชีวิตในเมืองใหญ่ที่คุ้นเคยไปเริ่มใหม่ในที่ไกลตัว มันทั้งน่าตื่นเต้นและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน บางทีความคิดนี้อาจจะเป็นเพียงความฝันในช่วงวัยหนึ่งเท่านั้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าฝันนี้กำลังเพาะเมล็ดพันธุ์เล็กๆ ในใจผม และไม่แน่ว่า วันหนึ่งมันอาจจะเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ หรืออาจเหี่ยวเฉาไปตามกาลเวลา

อย่างไรก็ตาม ชีวิตก็เหมือนหนังสือเล่มหนึ่ง และผมเองยังอยากเปิดบทใหม่ของชีวิตดูสักครั้ง เพราะใครจะรู้ล่ะว่า เรื่องราวใหม่ๆ ที่ผมจะเขียนขึ้น มันอาจเป็นเรื่องที่ดีที่สุดในชีวิตก็ได้

ใส่ความเห็น

Back to Top